SpeakGain
th

เจอศัพท์ที่ไม่รู้ตอนอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ต้องเปิดหาทุกคำไหม?

หนังสือภาษาอังกฤษที่เปิดอยู่ โดยมีคำที่เลือกไว้ลอยขึ้นจากหน้ากระดาษเป็นการ์ดเรียนรู้

ถ้าเปิดพจนานุกรมทุกครั้งที่เจอศัพท์ที่ไม่รู้ การอ่านก็จะหยุดชะงัก แต่ถ้าข้ามทุกคำ ก็อาจรู้สึกว่าอ่านไปแล้วไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย คำตอบที่ใช้ได้จริงคือ ไม่จำเป็นต้องเปิดหาทุกคำ ให้เลือกเปิดเฉพาะคำที่ทำให้ตามเรื่องไม่ทัน และเก็บสำนวนที่อยากนำไปใช้ไว้ทั้งประโยค จากนั้นค่อยกลับมาทบทวนด้วยการอ่านออกเสียง บทความนี้จะอธิบายเกณฑ์ตัดสินใจและขั้นตอนดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่ง หากในหนึ่งหน้ามีคำที่ไม่รู้มากเกินไป การเปลี่ยนระดับหนังสืออาจช่วยได้เร็วกว่าการเปลี่ยนวิธีใช้พจนานุกรม ช่วงท้ายของบทความมีเกณฑ์สำหรับประเมินระดับหนังสือด้วย

ทำไมจึงไม่ควรเปิดหาทุกคำ

การอ่านแบบ Extensive Reading มักยึดหลักสามข้อ ได้แก่ ไม่เปิดพจนานุกรม ข้ามส่วนที่ไม่เข้าใจ และเลิกอ่านเล่มที่รู้สึกว่าไม่เหมาะ การเปิดพจนานุกรมตลอดเวลาทำลายจังหวะที่ช่วยให้เราอ่านต่อเนื่องได้นาน

แต่คำแนะนำนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคุณรู้คำส่วนใหญ่ในหนังสืออยู่แล้ว คู่มือของ Extensive Reading Foundation อธิบายว่า หากรู้คำประมาณ 98% ของหนึ่งหน้า จะอ่านได้เร็วและเข้าใจดี แต่ถ้าต่ำกว่า 90% หรือไม่รู้หนึ่งคำในทุกสิบคำ การอ่านจะช้า น่าหงุดหงิด และต้องพึ่งพจนานุกรมมาก ที่ระดับ 98% จะมีคำที่ไม่รู้ประมาณหนึ่งคำในทุกห้าสิบคำ

จำนวนคำศัพท์ที่ต้องใช้ก็ไม่น้อย Nation (2006) ประเมินว่า การรู้คำซึ่งครอบคลุม 98% ของคำทั้งหมดในภาษาเขียน ต้องมีคลังคำศัพท์ราว 8,000–9,000 ตระกูลคำ สำหรับผู้เรียนจำนวนมาก การเริ่มจากนิยายที่ไม่มีศัพท์ใหม่เลยจึงไม่สมจริง ทางเลือกที่เหมาะสมอยู่ระหว่างสองขั้ว คือ เลือกว่าคำใดควรได้รับความสนใจ

คำถาม 3 ข้อ: ควรเปิดหาหรือข้ามไป?

แผนผังตัดสินใจเมื่อเจอศัพท์ที่ไม่รู้ในหนังสือภาษาอังกฤษ: ถ้าจำเป็นต่อการตามเรื่องให้เปิดหาตอนนี้ ถ้าปรากฏซ้ำหรืออยากใช้เองให้เก็บไว้ทั้งประโยค นอกนั้นข้ามไปก่อน
เมื่อลังเล ให้ถามตามลำดับว่าจำเป็นต่อเรื่องไหม ปรากฏซ้ำไหม และอยากใช้เองไหม

เมื่อเจอคำที่ไม่รู้ ให้ถามตัวเองตามลำดับดังนี้

1. ถ้าไม่รู้คำนี้ จะตามเหตุการณ์ไม่ทันหรือไม่

ถ้าทำให้ไม่รู้ว่าใครทำอะไร หรือฉากเปลี่ยนไปอย่างไร ให้เปิดหาความหมายทันที แต่ถ้าขาดคำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์หนึ่งคำแล้วยังเห็นภาพของฉากได้ ก็อ่านต่อได้ ตัวอย่างเช่น ในประโยค “She hesitated at the door, then knocked twice.” แม้ไม่รู้คำว่า hesitated แต่ถ้าเข้าใจว่า “เธอทำอะไรบางอย่างหน้าประตู แล้วเคาะสองครั้ง” ก็เพียงพอที่จะอ่านต่อ เมื่อมารู้ภายหลังว่าหมายถึง “ลังเล” ความหมายก็จะเชื่อมกับฉากนี้ทั้งฉาก

2. คำนี้ปรากฏซ้ำหรือไม่

ถ้าคำที่ข้ามในครั้งแรกปรากฏเป็นครั้งที่สองหรือสาม แสดงว่าคำนั้นน่าจะสำคัญในหนังสือเล่มนี้ การเปิดหาในครั้งที่สองหรือสามช่วยให้บริบทก่อนหน้าเป็นเบาะแสในการยืนยันความหมาย

3. เป็นสำนวนที่อยากใช้ด้วยตัวเองหรือไม่

บางสำนวนเดาความหมายได้ แต่ยังนึกพูดหรือเขียนเองไม่ออก หรือรู้สึกว่าอยากใช้ในบทสนทนาหรืออีเมล สำนวนแบบนี้ควร “เก็บไว้” มากกว่าแค่เปิดหาความหมาย โดยจะอธิบายวิธีเก็บในหัวข้อถัดไป

คำที่ไม่เข้าเกณฑ์ทั้งสามข้อให้ข้ามไป ความแม่นยำของการเดาขึ้นอยู่กับว่าในบริบทรอบข้างมีเบาะแสมากเพียงใด การทดลองของ Webb (2008) พบว่า ผู้เรียนที่พบคำในบริบทซึ่งมีเบาะแสมากเข้าใจความหมายได้ดีกว่า และคุณภาพของบริบทส่งผลต่อการเรียนรู้ความหมายมากกว่าจำนวนครั้งที่พบคำ เมื่อบริบทมีเบาะแสมาก ให้เดาแล้วอ่านต่อ แต่เมื่อเบาะแสน้อยจนตามเรื่องไม่ทัน ให้เปิดพจนานุกรม

ตรวจสอบว่าระดับหนังสือเหมาะกับคุณหรือไม่

ความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนคำที่รู้กับความลื่นไหลในการอ่าน: ตั้งแต่ 98 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปอ่านได้ลื่นไหล ช่วง 90 ถึง 98 เปอร์เซ็นต์มีภาระสูง และต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ต้องพึ่งพจนานุกรม
98% เป็นเกณฑ์หนึ่งสำหรับการอ่านอย่างสบาย ถ้าต้องเปิดพจนานุกรมตลอด ควรทบทวนระดับของหนังสือ

หากทุกหน้ามีหลายคำที่ตอบ “ใช่” ในคำถามข้อแรก หนังสืออาจยากเกินไปสำหรับคุณในตอนนี้ มีเกณฑ์ช่วยประเมินสองแบบ ซึ่งใช้มาตรวัดต่างกัน จึงควรแยกพิจารณา

  • เกณฑ์ตามสัดส่วน (คู่มือของ Extensive Reading Foundation): ถ้ารู้คำ 98% ขึ้นไป จะอ่านได้เร็วและเข้าใจดี ช่วง 90–98% เป็นระดับที่ควรมีการช่วยสอน ส่วนต่ำกว่า 90% จะต้องใช้พจนานุกรมมากและความเข้าใจลดลงอย่างมาก
  • เกณฑ์ต่อหน้า (Day และ Bamford, 2002): ในการสอนการอ่านแบบ Extensive Reading ผู้เริ่มต้นอาจเข้าใจภาพรวมได้ยากเมื่อมีคำที่ไม่รู้เกิน 1–2 คำต่อหน้า ส่วนผู้เรียนระดับกลางใช้ “กฎหนึ่งมือ” คือมีคำยากไม่เกิน 5 คำต่อหน้า

เกณฑ์สองแบบนี้ไม่เหมือนกัน หน้าหนังสือปกอ่อนที่มีประมาณ 300 คำและรู้คำ 98% ยังมีคำที่ไม่รู้ราว 6 คำ ขณะที่หนังสือเด็กหรือ graded reader มีคำต่อหน้าน้อยกว่ามาก จึงไม่ต้องหมกมุ่นกับการนับอย่างเคร่งครัด หากการเปิดพจนานุกรมขัดจังหวะซ้ำ ๆ ให้เปลี่ยนไปอ่าน graded reader หนังสือเด็ก หรือต้นฉบับภาษาอังกฤษของเรื่องที่คุณรู้จักอยู่แล้ว

วิธี “เลือกคำที่จะเปิดหา” จะได้ผลเมื่อหนังสืออยู่ในช่วงระดับที่เหมาะสมนี้

เก็บไว้ทั้งประโยค ไม่ใช่แค่คำเดียว

การจดเพียงคำศัพท์และคำแปลมักไม่ช่วยให้จำฉากได้เมื่อกลับมาทบทวน เพราะคำจำนวนมากมีหลายความหมาย และประโยคเป็นตัวกำหนดว่ากำลังใช้ความหมายใด ให้เก็บข้อมูลดังนี้

  • ประโยคภาษาอังกฤษเต็มประโยค หรืออย่างน้อยหนึ่งอนุประโยคที่สมบูรณ์ถ้าประโยคยาว
  • ความหมายในบริบทนั้นแบบสั้น ๆ หนึ่งบรรทัด
  • ชื่อหนังสือและเลขหน้า หรือตำแหน่งใน Kindle
  • เหตุผลสั้น ๆ เช่น “อยากใช้เอง” หรือ “ปรากฏซ้ำหลายครั้ง”

ถ้าอ่านใน Kindle ให้ไฮไลต์ประโยคหลังจากตรวจความหมาย แล้วค่อยกลับมาดูรายการภายหลัง ถ้าอ่านหนังสือกระดาษ ให้ติดแถบไว้และคัดเฉพาะประโยคที่เลือกเมื่อจบบทหรืออ่านจบ เคล็ดลับในการรักษาจังหวะการอ่านคืออย่าทำงานคัดลอกระหว่างที่กำลังอ่าน

จำกัดจำนวนให้เหลือเท่าที่จะกลับมาทบทวนได้จริง หากยังไม่รู้ว่าควรเก็บเท่าไร ลองเริ่มจากสองสามประโยคต่อบท และให้ความสำคัญกับสำนวนที่รู้สึกว่า “อยากใช้เอง” จำนวนจะลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ

ทบทวนสำนวนที่เก็บไว้และพูดออกเสียง

หน้าจอจริงของ SpeakGain ที่แสดงประโยคจาก Alice’s Adventures in Wonderland ของ Lewis Carroll พร้อมความหมายของทั้งประโยคและคำอธิบายโครงสร้าง
เมื่อนำประโยคจากหนังสือมาบันทึกใน SpeakGain คุณสามารถกลับมาตรวจความหมายของทั้งประโยคและโครงสร้างภาษาอังกฤษก่อนฝึกพูดได้

ทบทวนประโยคที่เก็บไว้เมื่ออ่านจบบท และอีกครั้งเมื่ออ่านจบทั้งเล่ม ปิดคำแปลแล้วดูว่าคุณอธิบายความหมายของประโยคภาษาอังกฤษได้หรือไม่

จากนั้นลองพูดออกเสียง สำนวนที่เข้าใจตอนอ่านในใจอาจยังพูดติดขัดได้ อ่านประโยคที่เก็บไว้และตรวจว่าพูดได้โดยไม่สะดุดหรือไม่ ประโยคที่พูดไม่ได้คือสิ่งที่ควรฝึกต่อ

หากต้องการฟังเสียงพร้อมฝึกพูด คุณสามารถใช้ SpeakGain ซึ่งเป็นแอปที่เราพัฒนาอยู่ เมื่อเพิ่มประโยคภาษาอังกฤษ ระบบจะสร้างการ์ดพร้อมเสียงภาษาอังกฤษและคำอธิบายจาก AI เช่น ความหมาย การถอดความ และตัวอย่างที่ใช้โครงสร้างเดียวกัน คุณสามารถพูดตามเสียง และเลือกอัดเสียงเพื่อรับผลประเมินการออกเสียงได้ หากไม่ต้องการอัดเสียงก็ข้ามได้ ประวัติการฝึกยังช่วยแนะนำว่าควรกลับมาทบทวนเมื่อใด จึงนำประโยคจากหนังสือมาใช้ฝึกพูดได้โดยตรง

ถ้าข้ามคำศัพท์ไปเฉย ๆ คลังคำศัพท์จะเพิ่มขึ้นจริงหรือ?

ในเว็บไซต์ถามตอบ มีคนถามมาหลายปีแล้วว่า “มีคนบอกให้อ่านต่อโดยไม่เปิดหาคำ แล้วแบบนั้นคำศัพท์จะเพิ่มขึ้นหรือ” คำตอบจะชัดขึ้นเมื่อแยกตามเป้าหมาย

หลักสามข้อของการอ่านแบบ Extensive Reading มีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาวะที่อ่านภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง ในทางกลับกัน ตามการประเมินของ Nation (2006) การจะมีคลังคำศัพท์มากพอให้อ่านนิยายโดยไม่ใช้ตัวช่วยต้องรู้คำจำนวนมาก หากรอให้เพิ่มขึ้นเองจากการอ่านเพียงอย่างเดียวก็ใช้เวลา ผลของ Webb (2008) ชี้ว่า จำนวนครั้งที่พบคำช่วยด้านการจำรูปและการสะกด ส่วนคุณภาพของบริบทช่วยด้านความเข้าใจความหมาย การพบคำซ้ำจากการอ่านจึงช่วยเรื่องรูปคำ และบริบทที่มีเบาะแสช่วยให้จับความหมายได้ การทำทั้งสองอย่างร่วมกันคือวิธีดูแลคลังคำศัพท์โดยไม่หยุดจังหวะการอ่าน

สรุป

  • ไม่ต้องเปิดหาศัพท์ที่ไม่รู้ทุกคำ ให้เลือกคำที่ขัดขวางการตามเรื่อง คำที่ปรากฏซ้ำ และสำนวนที่อยากใช้เอง
  • ถ้าต้องเปิดพจนานุกรมหลายครั้ง ให้เปลี่ยนไปอ่านหนังสือที่ง่ายขึ้น
  • เก็บทั้งประโยค ไม่ใช่แค่คำ พร้อมแหล่งที่มาและเหตุผลที่เลือกเก็บ
  • ทบทวนเมื่อจบบทและจบเล่ม แล้วตรวจว่าพูดประโยคนั้นออกเสียงได้หรือไม่

เอกสารอ้างอิง